วิ่งจนบ้า 2 (แถมรีวิว)
posted on 01 May 2009 22:45 by cheapmuscle
สืบเนื่องจากคราวที่แล้ว Forrest Gump คือแรงบันดาลใจในการวิ่งของผม (จิ้มเลยที่นี่)
การวิ่งอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ผมหายขาดจากโรคหอบ
แล้วผมก็หลงเข้าสู่ด้านมืด หลุดเข้าไปในวัฏจักรของวัตถุนิยม
ผมว่าใครๆ ก็เป็นเหมือนกันนะ ช่วงอายุย่างเข้าสิบสี่สิบห้า วัยกำลังซ่า
เวลาบ้าเห่ออะไร ก็จะเอาเต็มที่ ใส่เต็ม 100% ไอ้วัตถุที่ว่าสำหรับผมก็คือ... รองเท้าวิ่ง
(ใครที่ผ่านวัยนั้นมาแล้ว ทุกคนน่าจะมีอะไรทำนองนี้เหมือนกันนะ)
จาก "วิ่งจนหอบจนหายหอบ" มันกลายเป็น "วิ่งจนบ้า" (วิ่ง/รองเท้าวิ่ง) ไปแ้ล้ว
เพื่อเป็นวิทยาทานผมจะรีวิวสั้นๆ ตามประสบการณ์ตรง เผื่อใครสนใจ (จะมีเรอะ?)
ก่อนหน้าที่ผมจะเริ่มวิ่งนั้น ท่านแม่ซื้อรองเท้าออกกำลังทั่วไป ให้หนึ่งคู่ ยี่ห้อ Reebok
เนื่องจากผมมีพี่ชาย รองเท้าคู่นี้ก็เป็นคู่เดียวสารพัดประโยชน์
ใส่เที่ยว ใส่เล่น ใส่ออกกำลังกาย ใส่หล่อ ใส่ไข่ ได้ทั้งพี่ทั้งน้อง

รีวิวสั้นๆ : Reebok มีเทคโนโลยีรวงผึ้งกันกระแทก (สมัยก่อน) ใส่นุ่มสบายดี แต่ผมไม่ค่อยใส่วิ่ง
ยี่ห้อนี้รองเท้าจะราคาไม่แพงมาก ราคาตามคุณภาพ ผมแนะนำว่าเหมาะกับคนเริ่มวิ่ง
ต่อมาคือคู่เก่งของผมที่ใส่ตอนเริ่ม "บ้า" วิ่ง
จะเป็นรุ่นไหนไปไม่ได้นอกจากรุ่นเดียวกับ Forrest Gump (บอกแล้วว่าบ้ามาก)
ชื่อรุ่น Nike Cortez II รูปร่างเหมือนกันเกือบเด๊ะครับ แตกต่างกันแค่สี

รีวิวสั้นๆ : Nike Cortez ไม่ได้เหมาะเป็นรองเท้าวิ่งจริงจัง สมัยนั้นรองเท้าวิ่งนุ่มๆ ดีๆ ก็มีเยอะ
แต่ผมก็ใส่วิ่งมาตลอด เพราะ (คิดเอาเองว่า) มันเท่!
รองเท้าทรงนี้เหมาะเป็นรองเท้าใส่เล่น แฟชั่นมากกว่าใส่ออกกำลังกาย ไม่ค่อยแนะนำครับ

โฉมหน้ารองเท้าแรงบันดาลใจ
ผมเริ่มวิ่งเยอะขึ้นเรื่อยๆ จนคิดว่า เราไม่ได้วิ่งเพื่อสุขภาพอย่างเดียวนี่หว่า
เริ่มบ้าพลัง จึงคิดว่า เราน่าจะไปแข่งบ้างนะ...
นั่นก็ทำให้เกิดกิเลส และถอยรองเท้าวิ่งที่เอามาเตรียมสำหรับแข่ง
คราวนี้ ก็เลือกตามที่ชอบครับ เน้นหน้าตา ไปถูกใจ Adidas รุ่น Concerto 2

รีวิวสั้นๆ : รองเท้าคู่นี้ลายสวยมากในยุคนั้น สีขาว ดำ ขลิบเหลือง เท่มาก แถมน้ำหนักเบามาก
ระบายความร้อนได้ดี แต่ข้อเสียคือ การตัดเย็บลวดลาย (สามแถบ) ทำให้มีตะเข็บแข็งๆ ด้านใน
แล้วมันจะขูดโดนนิ้วโป้งเวลาวิ่งทำให้เป็นแก้วอยู่เสมอๆ (แอบเฉลยว่า ผมไม่ใส่ถุงเท้าวิ่ง)
ข้อเสียอีกอย่างคือ เนื่องจากเป็นรองเท้าสำหรับแข่ง จึงไม่ค่อยรองรับแรงกระแทก (พื้นบางมาก)
พูดง่ายๆ ก็คือ รองเท้าสำหรับแข่ง ไม่เหมาะสำหรับใส่ซ้อมวิ่งประจำ เบาก็จริง แต่ข้อ/เข่าจะเสียเอา
สำหรับยี่ห้อนี้ เคยลองใส่รุ่นอื่นๆ เหมือนกัน แพงขึ้นมาตามเทคโนโลยีกันกระแทก แต่ก็นุ่มดีฮะ
และเอาเข้าจริงๆ ผมก็ไม่ได้ใส่คู่นี้ลงแข่งครับ วิ่งฮาล์ฟมินิมาราธอนของโรงเรียน (เรียกยังไงหว่า)
ที่วิ่งรายการนี้เพราะว่า ผมวิ่งไม่เร็ว แต่วิ่งได้เรื่อยๆ ก็ต้องเลือกรายการที่เหมาะสมกับสมรรถภาพ
ถ้าจำไม่ผิด ผมก็ใส่คู่ Nike ลงแข่ง ได้ที่ 14 ไม่ก็ 16 จากเกือบร้อยคน (หวังสูงกว่านั้น)
ส่วนเพื่อนยืมคู่นี้ไปแข่งอีกรายการนึงได้แชมป์ซะงั้น... มันขึ้นอยู่กับคนเนาะ ไม่ใช่อุปกรณ์ เหอะๆ
นั่นเป็นการแข่งรายการแรกและรายการเดียวจนถึงปัจจุับัน ... แปลว่า อนาคตไม่แน่
จากนั้นผมไปเจอรองเท้าวิ่งคู่หนึ่ง หน้าตาแปลกประหลาด แต่ถูกชะตาแบบบอกไม่ถูก
ที่จริงเพราะมันลดราคาน่ะ ไม่รู้มีใครเป็นเหมือนกันบ้างไหม เวลาเดินดูของอะไร
ตอนแรกก็ไม่ได้ชอบหรอก แต่พอมันลดราคาแล้วรู้สึกว่ามันสวยมาก
มันคือ Puma รุ่น Evade (ดูสิครับ เอาตังค์ป๊าตังค์แม่ซื้อมาไม่ซ้ำยี่ห้อเลย)

รีวิวสั้นๆ : พูม่าเป็นอีกยี่ห้อหนึ่งที่ใส่สบายครับ มีเทคโนโลยี cell รองรับแรงกระแทก
ข้างในนุ่มเหลือเกิน เหมาะสำหรับคนไม่ใส่ถุงเท้าอย่างผม ชอบใจมาก แต่ข้อเสียคือ "แพงครับ"
คู่นี้ใส่วิ่งมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ม.ปลาย ยัน ป.ตรี เรียกได้ว่า ทำระยะทางกันมาเยอะพอควร
แต่ผมเป็นคนหลายใจครับ ระหว่างที่คบหากับ น้องปูม้า (Puma) ผมแอบถูกใจน้องดีมาก
จริงๆ คือรองเท้ายี่ห้อดีแมก (D-maq) ครับ ถ้าจำไม่ผิดโรงงานผลิตที่เดียวกับ Nike ทำให้ได้คุณภาพดี

รีวิวสั้นๆ : D-maq เป็นรองเท้าแบรนด์ไทยที่น่าภูมิใจเหลือเกิน ราคาสมเหตุสมผล
ใส่สบาย นุ่มไม่แพ้ยี่ห้ออื่นๆ ยี่ห้อนี้มีดีอีกอย่างคือชอบจัดโปรโมชั่น เก่าแลกใหม่ เพิ่มเงินนิดหน่อย
แต่ก็ไม่เคยเข้าร่วมนะ แล้วไม่รู้ด้วยเหตุใด บริษัทนี้ก็ปิดตัวลงไป ทำให้ไปสอยรุ่นใหม่ไม่ทัน
พอได้น้องดีมากมาก็ใส่สลับกับน้องปูม้าจนพื้นสึกกันไปเลยทีเดียว
แล้วเวลาก็พาผมกลับมาสู่อ้อมกอดของ Nike อีกครั้ง...
อ้าวเห้ย! กลายเป็นมาโม้เรื่องรองเท้าวิ่งในอดีตซะงั้น
คู่ที่มันมีเรื่องเศร้าคือคู่ปัจจุบันน่ะครับ ยังไม่ได้เล่าเสียที
วันนี้ขอลาอีกแล้วครับ บ่ไหวแล้ว ตาลายยย
สวัสดีครับ
ปล. รูปถ่ายไว้เล่นๆ เมื่อ 7 ปีที่แล้ว สภาพยังใหม่สดซิงกันทั้งนั้น
ตอนนี้ทุกคู่พื้นข้างล่าง (ยางดำๆ) สึกจนบางแจ๋งแหวง ไม่ก็หลุด พังหมดแล้ว แต่ก็ยังเก็บไว้นะ
ปล2. รองเท้าทั้งหมดนี้ไม่ได้ซื้อรวดเดียวนะครับ ผมไม่ใช่กิ้งกือนะ!
ปล2.5. ไม่แพงอย่างที่คิดน้าาา ไม่ได้พิมพ์ธนบัตรใช้เอง ค่อยๆ ซื้อเฉลี่ยปีละคู่
ปล3. เราวิ่งมาเกิน 10 ปีแล้วเหรอวะเนี่ย แว้ก! แก่!
ปล4. น้องนุ ณ แดนโสม ให้มุมมองที่น่าสนใจฮะ ขออนุญาตอ้างอิง #3
ดูเหมือนว่า ค่าใช้จ่ายสำหรับรองเท้าเนี่ยจะเยอะพอควร แต่ผมคิดว่า น้อยกว่า ค่ายาและค่ารักษา
ที่ถ้าไม่หายขาดก็ต้องรักษาไปตลอดชีวิต ดังนั้น การลงทุนเพื่อสุขภาพ มันคุ้มนะ!
การวิ่งอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ผมหายขาดจากโรคหอบ
แล้วผมก็หลงเข้าสู่ด้านมืด หลุดเข้าไปในวัฏจักรของวัตถุนิยม
ผมว่าใครๆ ก็เป็นเหมือนกันนะ ช่วงอายุย่างเข้าสิบสี่สิบห้า วัยกำลังซ่า
เวลาบ้าเห่ออะไร ก็จะเอาเต็มที่ ใส่เต็ม 100% ไอ้วัตถุที่ว่าสำหรับผมก็คือ... รองเท้าวิ่ง
(ใครที่ผ่านวัยนั้นมาแล้ว ทุกคนน่าจะมีอะไรทำนองนี้เหมือนกันนะ)
จาก "วิ่งจนหอบจนหายหอบ" มันกลายเป็น "วิ่งจนบ้า" (วิ่ง/รองเท้าวิ่ง) ไปแ้ล้ว
เพื่อเป็นวิทยาทานผมจะรีวิวสั้นๆ ตามประสบการณ์ตรง เผื่อใครสนใจ (จะมีเรอะ?)
ก่อนหน้าที่ผมจะเริ่มวิ่งนั้น ท่านแม่ซื้อรองเท้าออกกำลังทั่วไป ให้หนึ่งคู่ ยี่ห้อ Reebok
เนื่องจากผมมีพี่ชาย รองเท้าคู่นี้ก็เป็นคู่เดียวสารพัดประโยชน์
ใส่เที่ยว ใส่เล่น ใส่ออกกำลังกาย ใส่หล่อ ใส่ไข่ ได้ทั้งพี่ทั้งน้อง

รีวิวสั้นๆ : Reebok มีเทคโนโลยีรวงผึ้งกันกระแทก (สมัยก่อน) ใส่นุ่มสบายดี แต่ผมไม่ค่อยใส่วิ่ง
ยี่ห้อนี้รองเท้าจะราคาไม่แพงมาก ราคาตามคุณภาพ ผมแนะนำว่าเหมาะกับคนเริ่มวิ่ง
ต่อมาคือคู่เก่งของผมที่ใส่ตอนเริ่ม "บ้า" วิ่ง
จะเป็นรุ่นไหนไปไม่ได้นอกจากรุ่นเดียวกับ Forrest Gump (บอกแล้วว่าบ้ามาก)
ชื่อรุ่น Nike Cortez II รูปร่างเหมือนกันเกือบเด๊ะครับ แตกต่างกันแค่สี

รีวิวสั้นๆ : Nike Cortez ไม่ได้เหมาะเป็นรองเท้าวิ่งจริงจัง สมัยนั้นรองเท้าวิ่งนุ่มๆ ดีๆ ก็มีเยอะ
แต่ผมก็ใส่วิ่งมาตลอด เพราะ (คิดเอาเองว่า) มันเท่!
รองเท้าทรงนี้เหมาะเป็นรองเท้าใส่เล่น แฟชั่นมากกว่าใส่ออกกำลังกาย ไม่ค่อยแนะนำครับ

โฉมหน้ารองเท้าแรงบันดาลใจ
ผมเริ่มวิ่งเยอะขึ้นเรื่อยๆ จนคิดว่า เราไม่ได้วิ่งเพื่อสุขภาพอย่างเดียวนี่หว่า
เริ่มบ้าพลัง จึงคิดว่า เราน่าจะไปแข่งบ้างนะ...
นั่นก็ทำให้เกิดกิเลส และถอยรองเท้าวิ่งที่เอามาเตรียมสำหรับแข่ง
คราวนี้ ก็เลือกตามที่ชอบครับ เน้นหน้าตา ไปถูกใจ Adidas รุ่น Concerto 2

รีวิวสั้นๆ : รองเท้าคู่นี้ลายสวยมากในยุคนั้น สีขาว ดำ ขลิบเหลือง เท่มาก แถมน้ำหนักเบามาก
ระบายความร้อนได้ดี แต่ข้อเสียคือ การตัดเย็บลวดลาย (สามแถบ) ทำให้มีตะเข็บแข็งๆ ด้านใน
แล้วมันจะขูดโดนนิ้วโป้งเวลาวิ่งทำให้เป็นแก้วอยู่เสมอๆ (แอบเฉลยว่า ผมไม่ใส่ถุงเท้าวิ่ง)
ข้อเสียอีกอย่างคือ เนื่องจากเป็นรองเท้าสำหรับแข่ง จึงไม่ค่อยรองรับแรงกระแทก (พื้นบางมาก)
พูดง่ายๆ ก็คือ รองเท้าสำหรับแข่ง ไม่เหมาะสำหรับใส่ซ้อมวิ่งประจำ เบาก็จริง แต่ข้อ/เข่าจะเสียเอา
สำหรับยี่ห้อนี้ เคยลองใส่รุ่นอื่นๆ เหมือนกัน แพงขึ้นมาตามเทคโนโลยีกันกระแทก แต่ก็นุ่มดีฮะ
และเอาเข้าจริงๆ ผมก็ไม่ได้ใส่คู่นี้ลงแข่งครับ วิ่งฮาล์ฟมินิมาราธอนของโรงเรียน (เรียกยังไงหว่า)
ที่วิ่งรายการนี้เพราะว่า ผมวิ่งไม่เร็ว แต่วิ่งได้เรื่อยๆ ก็ต้องเลือกรายการที่เหมาะสมกับสมรรถภาพ
ถ้าจำไม่ผิด ผมก็ใส่คู่ Nike ลงแข่ง ได้ที่ 14 ไม่ก็ 16 จากเกือบร้อยคน (หวังสูงกว่านั้น)
ส่วนเพื่อนยืมคู่นี้ไปแข่งอีกรายการนึงได้แชมป์ซะงั้น... มันขึ้นอยู่กับคนเนาะ ไม่ใช่อุปกรณ์ เหอะๆ
นั่นเป็นการแข่งรายการแรกและรายการเดียวจนถึงปัจจุับัน ... แปลว่า อนาคตไม่แน่
จากนั้นผมไปเจอรองเท้าวิ่งคู่หนึ่ง หน้าตาแปลกประหลาด แต่ถูกชะตาแบบบอกไม่ถูก
ที่จริงเพราะมันลดราคาน่ะ ไม่รู้มีใครเป็นเหมือนกันบ้างไหม เวลาเดินดูของอะไร
ตอนแรกก็ไม่ได้ชอบหรอก แต่พอมันลดราคาแล้วรู้สึกว่ามันสวยมาก
มันคือ Puma รุ่น Evade (ดูสิครับ เอาตังค์ป๊าตังค์แม่ซื้อมาไม่ซ้ำยี่ห้อเลย)

รีวิวสั้นๆ : พูม่าเป็นอีกยี่ห้อหนึ่งที่ใส่สบายครับ มีเทคโนโลยี cell รองรับแรงกระแทก
ข้างในนุ่มเหลือเกิน เหมาะสำหรับคนไม่ใส่ถุงเท้าอย่างผม ชอบใจมาก แต่ข้อเสียคือ "แพงครับ"
คู่นี้ใส่วิ่งมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ม.ปลาย ยัน ป.ตรี เรียกได้ว่า ทำระยะทางกันมาเยอะพอควร
แต่ผมเป็นคนหลายใจครับ ระหว่างที่คบหากับ น้องปูม้า (Puma) ผมแอบถูกใจน้องดีมาก
จริงๆ คือรองเท้ายี่ห้อดีแมก (D-maq) ครับ ถ้าจำไม่ผิดโรงงานผลิตที่เดียวกับ Nike ทำให้ได้คุณภาพดี

รีวิวสั้นๆ : D-maq เป็นรองเท้าแบรนด์ไทยที่น่าภูมิใจเหลือเกิน ราคาสมเหตุสมผล
ใส่สบาย นุ่มไม่แพ้ยี่ห้ออื่นๆ ยี่ห้อนี้มีดีอีกอย่างคือชอบจัดโปรโมชั่น เก่าแลกใหม่ เพิ่มเงินนิดหน่อย
แต่ก็ไม่เคยเข้าร่วมนะ แล้วไม่รู้ด้วยเหตุใด บริษัทนี้ก็ปิดตัวลงไป ทำให้ไปสอยรุ่นใหม่ไม่ทัน
พอได้น้องดีมากมาก็ใส่สลับกับน้องปูม้าจนพื้นสึกกันไปเลยทีเดียว
แล้วเวลาก็พาผมกลับมาสู่อ้อมกอดของ Nike อีกครั้ง...
อ้าวเห้ย! กลายเป็นมาโม้เรื่องรองเท้าวิ่งในอดีตซะงั้น
คู่ที่มันมีเรื่องเศร้าคือคู่ปัจจุบันน่ะครับ ยังไม่ได้เล่าเสียที
วันนี้ขอลาอีกแล้วครับ บ่ไหวแล้ว ตาลายยย
สวัสดีครับ
ปล. รูปถ่ายไว้เล่นๆ เมื่อ 7 ปีที่แล้ว สภาพยังใหม่สดซิงกันทั้งนั้น
ตอนนี้ทุกคู่พื้นข้างล่าง (ยางดำๆ) สึกจนบางแจ๋งแหวง ไม่ก็หลุด พังหมดแล้ว แต่ก็ยังเก็บไว้นะ
ปล2. รองเท้าทั้งหมดนี้ไม่ได้ซื้อรวดเดียวนะครับ ผมไม่ใช่กิ้งกือนะ!
ปล2.5. ไม่แพงอย่างที่คิดน้าาา ไม่ได้พิมพ์ธนบัตรใช้เอง ค่อยๆ ซื้อเฉลี่ยปีละคู่
ปล3. เราวิ่งมาเกิน 10 ปีแล้วเหรอวะเนี่ย แว้ก! แก่!
ปล4. น้องนุ ณ แดนโสม ให้มุมมองที่น่าสนใจฮะ ขออนุญาตอ้างอิง #3
ดูเหมือนว่า ค่าใช้จ่ายสำหรับรองเท้าเนี่ยจะเยอะพอควร แต่ผมคิดว่า น้อยกว่า ค่ายาและค่ารักษา
ที่ถ้าไม่หายขาดก็ต้องรักษาไปตลอดชีวิต ดังนั้น การลงทุนเพื่อสุขภาพ มันคุ้มนะ!
Tags: adidas, cortez, dmaq, nike, puma, reebok, รองเท้าวิ่ง, รีวิว, วิ่ง, ไม่มีกล้าม14 Comments

แต่ราคามัน
ไม่รู้ซื้อมาแล้วจะใส่คุ้มรึเปล่าเนี่ยสิ
#1 By ChimERaTeDdY on 2009-05-01 23:34